Posted by ebet1688 in January 26, 2011
“เทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม” ปี 2554 ครั้งที่ 1
ส้มโอเป็นผลไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมนำไปไหว้เจ้าใน เทศกาลต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ของจังหวัด สมุทรสงครามให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “เทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม” ปี 2554 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 28 – 30 มกราคม 2554 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เวลา 09.00 - 19.00 น.

นางสาวอังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม นครปฐม สมุทรสาคร) เปิดเผยว่า ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่เป็น ผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงคราม สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก อีกทั้งชาวไทยเชื้อสายจีนยังมีความเชื่อว่าในเทศกาลไหว้เจ้า ถ้านำ ส้มโอร่วมเซ่นไหว้ จะได้โชคลาภและเป็นสิริมงคล ดังนั้นจังหวัดสมุทรสงครามนำโดยนายประภาศ บุญยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “เทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม” ขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนและสารทจีนของทุกปี ในครั้งที่ 1 นี้ จะจัดตั้งแต่วันที่ 28 – 30 มกราคม 2554 ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ชิม และเลือกซื้อ ส้มโอจากสวนต่างๆ ในจังหวัดสมุทรสงคราม เพียงกิโลกรัมละ 30 บาท นอกจากนี้ภายในงานยังมีการนำสินค้า OTOP มาจำหน่ายอีกด้วย จึงขอเชิญนักท่องเที่ยวทุกท่านมาเลือกซื้อส้มโอขาวใหญ่จากชาวสวนโดยตรงได้ ภายในงาน และท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม
Posted by ebet1688 in January 19, 2011
พศ.เสนอเจ้าคณะปกครอง “วัดขวด” เร่งตั้งเจ้าอาวาส กู้สถานการณ์วัดซบเซา
สำนักข่าวไทย 19 ม.ค.- ผู้อำนวยการ พศ. เสนอเจ้าคณะปกครองวัดขวด จ.สงขลา เร่งตั้งเจ้าอาวาสกู้สถานการณ์ของวัดที่กำลังทรุดโทรมและมีนักท่องเที่ยว เข้าไปน้อย จากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อจับมือกับชาวบ้านในชุมชนพัฒนาวัดให้กลับคืนมาเหมือนเดิม
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าววัดขวด แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหนึ่งใน จ.สงขลา กำลังอยู่ในภาวะซบเซาหนัก เพราะนักท่องเที่ยวลดลง นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่พระครูสุนทรธรรมสิริหรือหลวงพ่อคำใส ผู้ก่อตั้งวัดมรณภาพไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปีที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้มีการตั้งรักษาการเจ้าอาวาสดูแลวัดอยู่ ดังนั้น หากจะดำเนินการใด ๆ ต่อไป จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่อย่างเป็นทางการจากเจ้าคณะปกครอง เพื่อที่เจ้าอาวาสรูปใหม่จะได้จัดประชุมหารือกับคณะกรรมการวัดและชาวบ้านใน พื้นที่ว่าจะมีทิศทางการแก้ปัญหาและพัฒนาต่อไปอย่างไร เพราะวัดแต่ละวัดที่เกิดขึ้นได้ มาจากการสนับสนุนและแรงศรัทธาของชาวบ้าน และจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ได้ ต้องอยู่ที่ศรัทธาของประชาชน ลำพังงบประมาณรัฐที่จะเข้าไปช่วยเหลือทำนุบำรุง บูรณะวัด มีจำกัด ยกเว้นเป็นกรณีเร่งด่วน เช่น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และกิจกรรมที่จำเป็นเรื่องการศึกษา
นายนพรัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พระเทพเวที จะทำหนังสืออุทธรณ์ขอความเป็นธรรม กรณีถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอนงคารามว่า ยังไม่ได้รับหนังสือหรือเอกสารใด ๆ จากพระเทพเวที ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ซึ่งจากการข่าวอาจจะมายื่นในวันประชุม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นวันดังกล่าวก็ได้ เพราะแม้จะยื่นแล้ว แต่อาจจะไม่ได้รับการพิจารณาทันที เนื่องจากมีวาระการพิจารณาปกติอยู่ .-สำนักข่าวไทย
Posted by ebet1688 in January 8, 2011
|
17 ธ.ค. 2553 – 28 ก.พ. 2554
(08.30 – 16.30) |
![]()
วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษา มหาราชา
ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553 – 28 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ ทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
ร่วมเฉลิมฉลองใน 3 โอกาสมหามงคล จัดยิ่งใหญ่ในพระบรมมหาราชวัง ร้อยเรียงประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างเมือง และเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงกับความรักความผูกพันที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง พร้อมด้วยนายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) และ ผศ. ปนัดดา ธนสถิตย์ กรรมการอำนวยการ บริษัท กันตนา ออร์กาไนเซอร์ แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด ร่วมกันแถลงข่าวการจัดการแสดง แสง เสียง และสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๘๔ พรรษา มหาราชา” ที่บริเวณสนามหญ้าด้านหน้าศาลา สหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553 – 28 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ปี พ.ศ. 2554 จะเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติเช่นเดียวกับพระบูรพกษัตริย์ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์
สำนักพระราชวังจึงเตรียมจัดกิจกรรม พิเศษในครั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2544 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในโอกาสที่จะทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 28 กรกฎาคม 2544 ด้วย จึงเป็น 3 โอกาสสำคัญที่จะจัดการแสดงชุดพิเศษนี้อย่างยิ่งใหญ่ และการแสดงครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่สำนักพระราชวังได้จัดการแสดงเฉลิมพระ เกียรติ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 ในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ต่อมาในปี 2542 ได้จัดการแสดงสัญจรใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ เพราะ “คนไทยรักในหลวง”
การแสดงแสง เสียง และสื่อผสมในครั้งนี้ ใช้เทคนิคในการนำเสนอที่ทันสมัยหลากหลายรูปแบบ ผสมผสานกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นในแต่ละสมัยอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบสื่อผสมหรือมัลติมีเดียอย่างสมจริง ซึ่งจะสร้างความประทับใจแก่ผู้ชม ตลอด 90 นาทีของการแสดงที่แบ่งออกเป็น 9 องก์ ได้แก่ ก่อร่างสร้างเมือง, รุ่งเรืองรัตนโกสินทร์, ถิ่นสยามอารยะ, ประชาธิปไตยสร้างสรรค์, ในหลวงที่คนไทยใจผูกพัน, ทั่วเขตขัณฑ์ รอยพระบาท ทรงยาตรา, อัครศิลปิน, หลักไทย หลักใจ, และ ดุจถวายชัย ชโย โดยมีผู้ดำเนินเรื่องคือ “จิตตสยาม” – จิตวิญญาณที่เป็นตัวแทนของคนไทยที่รักชาติ มีความผูกพันกับพระเจ้าแผ่นดินและอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ในแต่ละยุคสมัย แสดงโดย จอย – รินลณี ศรีเพ็ญ วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา บริหารโครงการโดย บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท กันตนา ออร์กาไนเซอร์ แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด บริหารการ ผลิตโดย บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) เริ่มแสดงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2553 ถึงวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 19.00 – 20.30 น. โดยงดการแสดงทุกวันจันทร์ ยกเว้นวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 และงดการแสดงในวันที่ 27 ธันวาคม 2553 – 3 มกราคม 2554 รวมจัดการแสดงทั้งสิ้น 58 รอบ บัตรราคา 500 บาท ทุกที่นั่ง เริ่มจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ศกนี้ ที่ห้องประชาสัมพันธ์ ทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
Posted by ebet1688 in November 15, 2010
ลอยกระทง (Loi Krathong Day) เป็นประเพณีของไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ งานลอยกระทงเริ่มทำตั้งแต่ กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ที่นิยมมากคือ ช่วงวันเพ็ญเดือน 12 เพราะพระจันทร์เต็มดวง ทำให้แม่น้ำใสสะอาด แสงจันทร์ส่องเวลากลางคืน เป็นบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะแก่การลอยกระทง
![]() |
เดิมพิธีลอยกระทงเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม ลอยโคม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ครั้นคนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา ก็ทำพิธียกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ประเทศอินเดีย การลอยกระทง ตามสายน้ำนี้ นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำกระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตามสายน้ำไหล ในหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า “แต่นี่สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” |
ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า
“ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง”
ปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานกันแทบทุกจังหวัด ถือเป็นงานประจำปีที่สำคัญ โดยเฉพาะ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดขบวนแห่กระทงใหญ่ กระทงเล็ก มีการประกวดกระทง และประกวดธิดางามประจำกระทงด้วย
ส่วนการลอยโคม ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำกัน ชาวบ้านจะนำกระดาษ มาทำเป็นโคมขนาดใหญ่สีต่างๆ ถ้าลอยตอนกลางวัน จะทำให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็จะใช้คบจุด ที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำให้ลอยไปตามกระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคม บนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว

เรื่องน่ารู้ใน วันลอยกระทง
คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทง
คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทย
การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา
การลอยกระทงในปัจจุบัน
การลอยกระทงในปัจจุบัน ยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ได้ตามสมควร เมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 12 ชาวบ้านจะจัดเตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วยและดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม ปักธูปเทียนและดอกไม้เครื่องสักการบูชา ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิษฐานในสิ่งที่มุ่งหวัง พร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา
ตามคุ้มวัดหรือสถานที่จัดงานหลายแห่ง มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ซึ่งในการเล่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วัสดุที่นำมาใช้กระทง ควรเป็นของที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ
เหตุผลของการลอยกระทง
สรุปเหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้
1. เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยนำท่านกินและใช้ และอีกประการหนึ่งมนุษย์มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในนำด้วย
2. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิาฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
3. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4. เพื่อบูชาพระอุปคุต ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแกพระอุปคุตอย่างสูง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญา มารได้ การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ จุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่นำลำคลอง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเทศกาล “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง” เพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน นอกจากจะมีกิจกรรมเด่น ในหลายพื้นที่ เช่น งานลอยกระทงกรุงเทพมหานคร, ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวงฯ จังหวัดตาก และประเพณี ลอยกระทงตามประทีป จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้แล้วยังเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์งานประเพณีลอยกระทงให้เป็น สินค้าทางการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ (World Events) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลอดเดือนต่อไป
Posted by ebet1688 in August 29, 2010
เที่ยวง่ายๆ เดินสะพานกลางป่าสวนพฤกษศาสตร์ศึกษาธรรมชาติริมทะเล และนั่งเรือดูวิถีชาวบ้านหาปลายกยอยักษ์ หนึ่งเดียวในภาคใต้

“จังหวัดพัทลุง” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ป่าอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่ป่าพรุริมทะเลสาบ โดยเฉพาะป่าพรุดงเสม็ดขาวกว่า 6 พันไร่ริมทะสาบ ท้องที่หมู่ 4 ต.พะนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นอกจากจะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและสัตว์ป่าหลายๆ ชนิดแล้ว ป่าพรุแห่งนี้เป็นป่าพรุแหล่งสุดท้ายของจังหวัดพัทลุง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์จังหวัดพัทลุงเมื่อหลายปีก่อน เพื่อให้ผืนป่าริมทะเลที่ยังเหลืออยู่ไม่มากนัก ได้เป็นสถานศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า และเป็นสถานที่พักผ่อนของคนทั่วไป
ปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์พัทลุง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ก่อสร้างทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า 930 เมตร ตลอดทางเดินยังได้สร้างศาลาไว้เป็นระยะ ปรับปรุงห้องน้ำห้องส้วมให้เพียงพอและดูสะอาดตา สร้างศาลาเอนกประสงค์ ลาดจอดรถ จุดชมวิวทะเลสาบ ร้านค้าสวัสดิการและมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปพักผ่อนและ ศึกษาธรรมชาติ ทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ตัวเมืองพัทลุง สถานที่ก็ร่มรื่นเป็นธรรมชาติป่าพรุอุดมสมบูรณ์และสวยงามสะอาดตา บนเนื้อที่กว่า 6,000 ไร่ ก็จะเต็มไม้นานาพันธุ์ พื้นที่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นป่าโบราณเต็มไปด้วยต้นเสม็ดขาว ย่านลิเภา พันธุ์ไม้อื่นๆก็จะมีต้นหยีน้ำ กระทุ่ม คุระ ไทร อินทนิลน้ำ ตีนเป็ดน้ำ ทองหลางน้ำ หว้า เและอื่นๆ ส่วนพื้นที่น้ำมีกก กระจูด เตยทะเล ปรงทะเล หญ้ายุงและพืชประเภทบัว ขึ้นงออกงามเต็มร่องน้ำ ในยามเช้าแดดอ่อนๆก็จะมีฝูงนก ลิงแสมและสัตว์อื่นๆออกมาหากินอาหารบริเวณใกล้ที่ทำการของสวนพฤกษศาสตร์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับพักผ่อนแบบครอบครัวและท่องเที่ยวถ่ายถา พนกเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากจะเดินชมธรรมชาติแล้วนักท่องเที่ยวยังสามารเช่าเรือชมธรรมชาติ ดงเสม็ดหรือที่เรียกกันว่าป่าอเมซอลเมืองไทย และชมวิถีชาวบ้านสองฝั่งคลองปากประ ยกยอยักษ์ดักปลา
การเดินทางไปพักผ่อนในแหล่งท่องเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์พัทลุงนั้น นักท่องเที่ยวเดินทางไปมาได้สะดวก มีถนนลาดยางเข้าไปจนถึงที่ทำการและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ทะเลน้อย ขับรถออกจากตัวเมืองพัทลุง วิ่งไปตามถนนอภัยบริรักษ์ 7 กม.เลี้ยวซ้ายที่ตลาดลำปำเข้าสู่ถนนลำปำ-ทะเลน้อย ผ่านวัดป่าลิไลย์ วัดปากประ เมื่อเลยสะพานปากประไปประมาณ 500 เมตร ก่อนจะถึงเขตห้ามล้าสัตว์ป่าทะเลน้อยประมาณ 4 กม. มีถนนซอยเลี้ยวขวาไปจนถึงสำนักงานที่ทำการของสวนพฤกษศาสตร์พัทลุง
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติและดูสวยงามของจังหวัดพัทลุงก็มีอยู่ ทั่วไป โดยเฉพาะสวยพฤกษศาสตร์พัทลุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้ตัวเมืองพัทลุง ใครจะเดินป่า ล่องเรือ ชมนก ถ่ายภาพนกและสัตว์ป่าอีกหลายชนิด ก็มีพร้อมให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดที่สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง
Posted by ebet1688 in October 11, 2009
Posted by ebet1688 in September 28, 2009
วัดป่
าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน, วัดเสือ กาญจนบุรี ( Tiger Temple )
แหล่ง ท่องเที่ยวเพื่อการ อนุรักษ์เสือในจังหวัดกาญจนบุรีมีสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอยู่ด้วย กันอย่างอิสระตามธรรมชาติ เช่น เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี นกยูง ไก่ป่า ม้า ควาย แพะ นักท่องเที่ยว จะพบเห็นการอยู่ร่วมกันของสัตว์ป่านานาชนิดโดยสันติและเป็นเพื่อนที่ดีต่อ พระ และ ผู้คนทั่วไป ณ ปัจจุบัน มี ชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วโลก พร้อม โครงการ อนุรักษ์ เสือโคร่ง อินโดจีน เกาะเสือ ( บ้านเสือ หลังใหม่ ) บนเนื้อที่ 30 ไร่ ณ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จังหวัดกาญจนบุรี
หลักการและเหตุผล ของ โครงการอนุรักษ์เสือโคร่งอินโดจีน วัดเสือ เนื่องจากทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า สัตว์ป่า มี จำนวนลดน้อยลงและบางชนิดถึงขั้นสูญพันธ์ บางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เหตุผลที่เป็นตัวแปรประการหนึ่งก็คือมนุษย์ ซึ่งมีบทบาททั้งในเชิงบวกและลบ ในเชิงลบหรือในเชิงทำลายก็คือการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายบ้านซึ่งก็คือแหล่งอาหาร แหล่งพักพิงสืบต่อขยายพันธ์อันอุดมสมบูรณ์ การตามล่าเพื่อเอาชีวิตร่างกายเขามาเป็นเครื่องสังเวยความเห็นผิดและเห็นแก่ ได้ของคนบางกลุ่ม ในเชิงบวกหรือในเชิงสร้างสรรค์ก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ส่งเสริมการอนุรักษ์และการปลูกป่าไม้ ส่งเสริมการอนุรักษ์และ ขยายพันธ์สัตว์ป่า ส่งเสริมให้ปล่อย สัตว์ป่าคืนสู่ ธรรมชาติอย่างอิสระ ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติ เป็นต้น จะทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ส่งเสริมความคิดและการกระทำในเชิงบวกและทำความเข้า ใจธรรมชาติ เป็นต้น จะทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ส่งเสริมความคิดและการกระทำในเชิงบวกไปให้มากที่สุด ทั้งในด้านกว้างและด้านลึก และโครงการนี้ก็คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งในกระแสธารของขบวนการสร้างสรรค์นี้
แหล่งท่องเที่ยว อื่น ๆ ภายใน วัดเสือ กาญจนบุรี
ศาลาเมตตาท่านเจ้าคุณมหาบัว ญาณสัมปันโน ๘๔ ปี
เป็น พระอุโบสถของวัด เป็นอาคารประดิษฐานพระพุทธกาญจนาภิเษก สาเหตุที่ท่านใช้คำว่า ๘๔ ปี เพราะในปีที่เริ่มดำเนินการสร้าง อายุท่านพระอาจารย์มหาบัวฯ มีอายุได้ ๘๔ ปีพอดี
Posted by ebet1688 in September 17, 2009
|
Posted by ebet1688 in September 13, 2009
งานแข่งเรือยาวนานาชาติและเรือยาวประเพณีประเทศไทย ครั้งที่ 21
วันที่ 19 – 20 กันยายน 2552
ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การแข่งเรือนานาชาติและเรือยาวประเพณีประเทศไทยครั้งที่ 21 นี้ ททท. ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธา ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์การแข่งเรือยาวประเพณีของไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์และมรดกมายาวนาน ซึ่งในทุกๆปีจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ
ในการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
- เรือนานาชาติ
(22ฝีพาย) โดยในปีนี้มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันรวม 14 ทีม จาก 9 ประเทศ
ได้แก่จีน พม่า มาเลย์เซีย สิงคโปร์ ฟิลิปินส์ ออสเตรเลีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทยร่วมส่ง 3 ทีม
- เรือยาวประเพณี
เรือยาวใหญ่ 55 ฝีพาย คัดเลือกทีมเรือจากทั่วประเทศ 12 ทีม
แข่งชิงถ้วพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เรือยาวเล็ก 30 ฝีพาย คัดเลือทีมดีกรีแชมป์จากสนามต่างๆทั้งหมด 16 ทีม
แข่งชิงถ้วพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
โดยวันที่ 19 - 20 กันยายน 2552 จะมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแข่งขัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.30 น. ทางเว็บไซต์
www.tourismthailand.org ส่วนรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 20 กันยายน 2552 จะถ่ายทอดสด ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
กิจกรรม
- ชมฟรี…สนุกกับการเชียร์ในสนามทุกวัน และ ถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมตลอดรายการที่ www.tourismthailand.org
- แข่งขันเรือยาวนานาชาติ (เรือหงส์ 22 ฝีพาย) จากทีมเรือประเทศต่างๆ 9 ประเทศ
- แข่งขันเรือยาวประเพณีไทย (ประเภท 30 และ 55 ฝีพาย) พบกับสุดยอดฝีพายทีมเรือทั่วประเทศ ภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้
- ท่องเที่ยวศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ และเลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกมากมาย
![]() |
![]() |
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672
กองสร้างสรรค์กิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม ททท.
โทร. 02 250 5500 ต่อ 3475 – 77
จัดโดย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ และสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย
Posted by ebet1688 in September 10, 2009
โดย ทั่วไปแล้วจะได้ยินผู้คนคุยกันว่าฤดูการท่องเที่ยวมาถึงแล้วก็ตอนช่วงปลาย ฤดูฝนต่อกับช่วงต้นของฤดูหนาวนั่นแหละแต่คุณพ่อบ้านและลูกสาวของฉันรอให้ถึง เวลานั้นไม่ไหว ส่วนฉันเอง”แม่น้องลักษณ์”เป็นคนขี้กลัวคนหนึ่งก็ว่าได้มักกลัวไปว่าถ้าไป เที่ยวช่วงหน้าฝนเดี๋ยวฝนตกจะไม่สะดวกบ้างล่ะ กลัวลูกจะถูกฝนไม่สบายบ้างล่ะ แต่แล้วก็ทนการชักชวนของคุณพ่อบ้านและลูกสาวไม่ไหว พวกเค้าอยากออกไปกางเต็นท์ที่ต่างจังหวัดแล้วล่ะ พวกเราคิดว่าการนอนเต็นท์ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างมาก ได้นอนบนดินถึงแม้จะมีผ้ารองเต็นท์ และพื้นเต็นท์รองนอนแต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ได้รับเพิ่มจากพื้นดิน ทั้งที่ฉันเองก็ต้องทำใจว่าการไปกางเต็นท์ในช่วงฤดูฝนนี้ต้องเสี่ยงกับการ ที่ฝนจะตกได้ทุกเมื่อ ฉันเตรียมซื้ออาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารกระป๋องพวกแกงเขียวหวาน กุนเชียง ขนมปัง ไข่ไก่ ไส้กรอก และอุปกรณ์การทำอาหาร คุณพ่อบ้านเตรียมอุปกรณ์การกางเต็นท์ ส่วนแม่ลูกสาวก็ตื่นเต้นดีใจรีบทำการบ้านตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เช้าวันเสาร์เรากินข้าวกันที่บ้าน และออกเดินทางกันตอนสาย ขับรถกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนแวะกินอาหารกลางวันกันที่ดอนหอยหลอด ซึ่งฝนก็เริ่มตั้งเค้าครึมมาแต่ไกล ออกจากดอนหอยหลอดมาก็บ่ายฝนเริ่มโปรยปรายมาตามคาด ฉันรู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไรกับการไปเที่ยวตอนหน้าฝนนี้จึงบ่นไปเกือบตลอด ทาง แต่คุณพ่อบ้านยังคงมุ่งมั่นมากบอกว่าเดี๋ยวฝนก็หยุด อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน เรามุ่งหน้าไปยังจังหวัดเพชรบุรีแวะชมพระรามราชนิเวศน์ และต่อจากนั้นขับรถมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก่อนเข้าอุทยาน เราแวะตลาดข้างทางซื้อไก่ย่าง และผลไม้ ไว้เป็นเสบียงมื้อเย็น และแล้วพวกเราก็มาถึงลานกางเต็นท์ซึ่งไม่มีฝนเลย พ่อแม่ลูกช่วยกันขนของลงจากหลังรถ นั่งพักสักครู่ แล้วก็ชวนกันกางเต็นท์ อากาศวันนี้ทั้งวันจนบ่ายคล้อยยังไม่เห็นแสงแดดเลย สบายๆ แต่แฉะหน่อย มีผู้คนมากางเต็นท์พอสมควรไม่ถึงกับหนาตามาก ได้เวลาอาหารเย็น ฉันหุงข้าวสวย ทอดกุนเชียง อุ่นไก่ย่างและเตรียมผลไม้ กินกันอิ่มอร่อยไปตามอัตภาพ กินเสร็จ พากันไปล้างจาน อาบน้ำ มานั่งมองท้องฟ้าที่เริ่มโพล้เพล้เปลี่ยนสีไปตามเวลา ส่วนข้างๆ เต็นท์ย่าง Seafood ส่งกลิ่นหอมลอยมา มีเสียงพูดคุย ร้องเพลงเบาๆ แต่ไม่มีใครส่งเสียงดังรบกวนกัน ส่วนครอบครัวเราก็นั่งคุยกันและเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะความเป็นธรรมชาติไม่มีแสง สี เสียงอะไรให้ตื่นตามากมายนัก จึงรู้สึกสงบและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากที่หลับไปต่อมาประมาณตีสามทามกลางความเงียบสงัด ได้ยินเสียงฝนตกกระทบหลังคาเต็นท์ จนต้องตื่นมานอนฟังและเคลิ้มหลับต่อไป |
||||||||||||||
|
รุ่ง เช้าเราตื่นกันแต่เช้าล้างหน้าแปรงฟัน ขับรถตามๆ กันเพื่อขึ้นไปดูทะเลหมอกบนเขาพะเนินทุ่ง ระหว่างทางมีจุดให้นักท่องเที่ยวพักกางเต็นท์ค้างคืนได้ เป็นระยะๆ เราขึ้นไปถึงหมอกเริ่มจางไปพอควรแต่ก็พอได้เห็นว่าที่เค้าเรียก ทะเลหมอกเป็นอย่างไรและที่นี่มีทะเลหมอกให้ได้ชมตลอดปีอีกด้วย จากนั้นพวกเราเดินทางกลับลงมาระหว่างทางได้เห็นผีเสื้อสีสันสวยงามบินโอดโฉม ให้ผู้ผ่านไปมาได้ชมซึ่งเป็นความงดงามของธรรมชาติหลังฝนตก แล้วเราก็กินอาหารเช้า ที่ลานกางเต็นท์ มีขนมปังไข่ดาว ไส้กรอกทอด ดื่มด่ำกับธรรมชาติสักครู่แล้วก็เก็บเต็นท์ เตรียมตัวเดินทางกลับ การเดินทางครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้ว่าการท่องเที่ยวในฤดูฝนก็ได้บรรยากาศที่ ชุ่มฉ่ำสดชื่นไปอีกแบบหนึ่ง นี่แหละเที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน |
||||||||||||||
|
|
||||||||||||||