Just another Blog.com weblog

ใครว่าหน้าฝน จะไปเที่ยวทะเลไม่ได้ครับ บางช่วงเวลาที่สภาพอากาศดีดี ทะเลสงบ ก็สามารถไปชมทะเลสวยๆได้ครับ ทริปภูเก็ตนี้วางแผนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากมีตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เรียกได้ว่าจองกันข้ามปีเลยทีเดียว โดยเดินทางเดือน ก.ค. เนื่องจากคิดเอาเองว่าอยู่กลางๆหน้าฝน ฝนคงตกไม่แรงหรอกน่า 5555 ก่อนเดินทางก็ติดตามการพยากรณ์อากาศอยู่เรื่อยๆ ครับ คิดว่าไปได้ แม้จะเกิดการระบาดของไข้หวัด 2009 ด้วยก็ตาม

วัน แรกเครื่องถึงสนามบินภูเก็ตแต่เช้า ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่งมากครับ ถือเป็นการเริ่มทริปที่ดีเลย จากนั้นรถรับจ้างที่เรานัดก็มารับเราจากสนามบิน ขับเลาะตามชายหาดไปเรื่อยๆครับ ไล่ตั้งแต่ หาดในทอน หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดในหาน จนไปสุดที่แหลมพรหมเทพ ซึ่งเราไปชมพระอาทิตย์ตกกันที่นั่น มื้อค่ำเราไปทานอาหารกันที่ร้านหมอมูดง ซึ่งอยู่ในลึกสุดในซอยป่าหลายครับ ซอยเดียวกับสวนสัตว์ภูเก็ต บรรยากาศร้านก็ธรรมดา แบบชาวบ้านๆครับ อยู่ติดคลอง อาหารที่เราสั่งก็มี ไข่เจียวหอยติบ ( หรือหอยนางรมนั่นเอง ) ผักเหลียงต้มกะทิ รสชาติหอมมัน อร่อยมากครับ และสุดท้าย ปูม้าผัดพริกไทยดำ เราพักที่ เดอะบีช บูติคเฮ้าส์ ที่หาดกะตะครับ รร.ไม่ติดหาด แต่ก็เดินไปได้ ไม่ไกลมากครับ

วัน ที่สอง เราซื้อทัวร์วันเดย์ทริป ไปเกาะพีพี-เกาะไข่ครับ ฟ้าแจ่ม แดดออกเหมือนเคย นั่งสปีดโบ๊ทไปเสียวๆเหมือนกันครับเวลาเรือกระแทกแรงๆ ขนาดคลื่นไม่ถึงเมตร ( ก็คนว่ายน้ำไม่เป็นนี่ครับ ) ช่วงเช้าเราไปที่อ่าวมาหยา และพีพี กันก่อนครับ หาดทรายขาวละเอียด นุ่มมากครับ น้ำทะเลก็สีฟ้าเทอควอยซ์ สวยสุดๆ แม้จะเป็นหน้าฝน แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยแทบไม่มีเลยครับ แวะทานข้าวเที่ยงบนเกาะ จากนั้นบ่ายๆ ก็ไปเกาะไข่ครับ แดดร้อนมากๆ แต่ก็ทดแทนกันได้ด้วย บรรยากาศที่สวยงามครับ ช่วงประมาณเกือบ 4โมงเย็นก็กลับฝั่งครับ

วัน ที่สาม เราไปวันเดย์ทริปกันอีกครับ คราวนี้ไปที่เกาะเฮ และเกาะรายา ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฝั่งมากครับ แค่ 10-15 นาทีก็ถึงเกาะเฮแล้ว ที่นี่มีกีฬาให้เล่นด้วยครับ (เป็นเรือลาก ร่มชูชีพ) จากนั้นก็ไปต่อที่เกาะรายา เราลงเรือที่อ่าวทือ เพื่อไปทานมื้อเที่ยง จากนั้นก็เดินไปอีกฝั่งที่อ่าวปะตกครับ ฝั่งนี้จะมีรีสอร์ทขนาดใหญ่ติดชายหาดตั้งอยู่ครับ บรรยากาศสวยมากๆ กับชายหาดที่กว้าง ทรายขาว ได้มีโอกาสเดินขึ้นไปที่จุมชมวิว บริเวณร้านอาหารของรายารีสอร์ทด้วยครับ น้ำทะเลสวยจริงๆครับ ถ่ายรูปสวยๆได้หลายช๊อตเลยทีเดียว จนช่วงเกือบๆ บ่าย 3 เราก็กลับไปที่อ่าวปะตกเพื่อเตรียมตัวกลับฝั่งครับ ตอนเย็นๆเราก็ไปภูเก็ตแฟนตาซีครับ เคยมาเยือนที่นี่แล้วครั้งนึงเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน มาคราวนี้ โชว์ก็ยังคงความตื่นตาตื่นใจเหมือนเคยครับ

มา จนถึงวันสุดท้าย ท้องฟ้าครึ้มมากครับ มีทีท่าว่าฝนจะตก หลังจากเช็คเอ้าท์ แล้ว เราก็ไปไหว้พระใหญ่ และวัดฉลอง ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นก็เข้าเมืองไปชมพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ที่แสดงเรื่องราวทุกๆอย่างเกี่ยวกับเมืองภูเก็ต และไปแวะทานมื้อเที่ยงกันครับ ที่ร้านหมี่หุ้นป้าฉ่าง บริเวณหัวมุมแยกถนนดีบุกตัดกับถนนเยาวราช ที่นี่นอกจากจะมีหมี่หุ้น แล้ว ยังมี ปอเปี๊ยะสด และหมูสะเต๊ะด้วยครับ โดยเฉพาะปอเปี๊ยะสด อร่อยมากกๆ เลยครับ อิ่มแล้วเราก็เดินชมตัวเมืองภูเก็ต ที่มีสถาปัตยกรรม แบบชิโน-โปรตุกรีส กันครับ แต่เนื่องจากฝนตก เราจึงไปได้แค่ซอยรมณีย์ ครับ ซอยนี้จะมีตึกสีสันสวยงาม เหมาะกับการถ่ายภาพมาก จากนั้นก็ไปแวะซื้อของฝาก และ ไปสนามบิน ขึ้นเครื่องกลับถึง กทม.โดยสวัสดิภาพครับ

หาก เพื่อนๆคนไหนยังไม่เคยมาภูเก็ต ขอแนะนำว่าอย่าพลาดครับ ที่นี่มีครบทุกอย่าง ทั้งทะเลสวยๆ อาหารอร่อยๆ สถานบันเทิง โชว์ต่างๆ รวมถึงยังได้ชมสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของเมืองภูเก็ตอีกด้วยครับ อย่าลืมนะครับ ” เที่ยวทั่วไทย ไปได้ทุกเดือน”

วัดเสือ หลวงตาบัว กาญจนบุรี มีชื่อ ทางการ ว่า วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน  กาญจนบุรี เป็น วัด ที่มี เสือ ณ ปัจจุบัน วัดเสือ Tiger Temple มีชื่อ เสียงโดงดัง ไปทั่วโลก สำหรับ นักท่องเที่ยว มาเยี่ยมเยือน ทุกวัน วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน, วัดเสือ กาญจนบุรี ( Tiger Temple )
แหล่ง ท่องเที่ยวเพื่อการ อนุรักษ์เสือในจังหวัดกาญจนบุรีมีสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอยู่ด้วย กันอย่างอิสระตามธรรมชาติ เช่น เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี นกยูง ไก่ป่า ม้า ควาย แพะ นักท่องเที่ยว จะพบเห็นการอยู่ร่วมกันของสัตว์ป่านานาชนิดโดยสันติและเป็นเพื่อนที่ดีต่อ พระ และ ผู้คนทั่วไป ณ ปัจจุบัน มี ชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วโลก พร้อม โครงการ อนุรักษ์ เสือโคร่ง อินโดจีน เกาะเสือ ( บ้านเสือ หลังใหม่ ) บนเนื้อที่ 30 ไร่ ณ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จังหวัดกาญจนบุรี
หลักการและเหตุผล ของ โครงการอนุรักษ์เสือโคร่งอินโดจีน วัดเสือ เนื่องจากทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า สัตว์ป่า มี จำนวนลดน้อยลงและบางชนิดถึงขั้นสูญพันธ์ บางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เหตุผลที่เป็นตัวแปรประการหนึ่งก็คือมนุษย์ ซึ่งมีบทบาททั้งในเชิงบวกและลบ ในเชิงลบหรือในเชิงทำลายก็คือการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายบ้านซึ่งก็คือแหล่งอาหาร แหล่งพักพิงสืบต่อขยายพันธ์อันอุดมสมบูรณ์ การตามล่าเพื่อเอาชีวิตร่างกายเขามาเป็นเครื่องสังเวยความเห็นผิดและเห็นแก่ ได้ของคนบางกลุ่ม ในเชิงบวกหรือในเชิงสร้างสรรค์ก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ส่งเสริมการอนุรักษ์และการปลูกป่าไม้ ส่งเสริมการอนุรักษ์และ ขยายพันธ์สัตว์ป่า ส่งเสริมให้ปล่อย สัตว์ป่าคืนสู่ ธรรมชาติอย่างอิสระ ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติ เป็นต้น จะทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ส่งเสริมความคิดและการกระทำในเชิงบวกและทำความเข้า ใจธรรมชาติ เป็นต้น จะทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ส่งเสริมความคิดและการกระทำในเชิงบวกไปให้มากที่สุด ทั้งในด้านกว้างและด้านลึก และโครงการนี้ก็คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งในกระแสธารของขบวนการสร้างสรรค์นี้
แหล่งท่องเที่ยว อื่น ๆ ภายใน วัดเสือ กาญจนบุรี
ศาลาเมตตาท่านเจ้าคุณมหาบัว ญาณสัมปันโน ๘๔ ปี
เป็น พระอุโบสถของวัด เป็นอาคารประดิษฐานพระพุทธกาญจนาภิเษก สาเหตุที่ท่านใช้คำว่า ๘๔ ปี เพราะในปีที่เริ่มดำเนินการสร้าง อายุท่านพระอาจารย์มหาบัวฯ มีอายุได้ ๘๔ ปีพอดี

 
เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค สีสันสวรรค์ภาคกลาง

โครงการ เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค : 5 Region Thai Travel Fest โดยเริ่มจาก 
ภาคตะวันออก “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันตะวันออก” 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันแดนอีสาน” 
ภาคเหนือ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองเหนือ” 
ภาคใต้ “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันเมืองใต้” และ
ภาคกลาง “เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันสวรรค์ภาคกลาง
เพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 
และยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย
ได้เป็นอย่างดีอันจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
 และส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยั่งยืน

เทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค @ สีสันสวรรค์ภาคกลาง
วันที่ 18 - 20 กันยายน 2552 ณ บริเวณศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 
ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

กิจกรรมในงาน

1. การสาธิตและจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (OTOP) สินค้าหัตถกรรม
    ของดี Hi-Light ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ 
    เช่น ผ้าบาติก-นราธิวาส / ร่มบ่อสร้าง-เชียงใหม่  เป็นต้น และการประชาสัมพันธ์
    แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของแต่ละจังหวัดโดยจัดกิจกรรมภายในตัวอาคารศูนย์ฯ

2. การสาธิตและจำหน่ายอาหารพื้นบ้านหรือร้านอาหารเด่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียง
    ของจังหวัด ซึ่งสามารถนำมาเป็นภาพลักษณ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่นได้ 
    เช่น เนื้อโพนยางคำ-สกลนคร / แหนมเนือง-หนองคาย / ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันทร์-จันทบุรี เป็นต้น
    โดยจัดกิจกรรมบริเวณรอบ สระพญานาค

3. การประชันกันชุดต่อชุดของสุดยอดวงดนตรีลูกทุ่ง เวทีชิงช้าสวรรค์โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์
    กับแชมป์เวทีไทอย่าง มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา วงลูกทุ่งชื่อดังจากเมืองปากน้ำโพ 
    ณ.เวทีใหญ่กลางแจ้งในวันที่ 19 ก.ย.2552 

4. มหกรรมการแสดงนาฎศิลป์อิสาน ชมการแสดงจากวิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด 
    และนครราชสีมาซึ่งจะมาขึ้นเวทีพร้อมกันทั้งสามสถาบัน
    และจะมาสร้างความบันเทิงภายในงานในวันที่ 20 ก.ย.2552

5. พบการแสดงของศิลปินนักร้องนักแสดงชื่อดังได้ทุกวัน เช่น สุรชัย สมบัติเจริญ / ธานินทร์  อิทรเทพ /
    พี สะเดิด / นกน้อย อุไรพร / กุ้ง สุธิราช / ตลกชวนชื่น /ลิเกคณะกระต่ายขาว เป็นต้น 

6. ชมการแสดงหลากหลายรูปแบบทั้งแบบประเพณีวัฒนธรรมทั่วไทย เช่น เพลงฉ่อย เพลงเรือ 
    เพลงอีแซว หมอลำ และการแสดงร่วมสมัย เช่น อัลคาซ่าร์ ทิฟฟานีโชว์ การแสดงมายากล เป็นต้น 
    ณ. เวทีภายในอาคารจัดแสดงงาน ตั้งแต่ช่วงถึงเย็นของทุกวัน

สุดยอดเรือสยาม

Sep 13, 2009 casino.slot@live.com | Uncategorized

งานแข่งเรือยาวนานาชาติและเรือยาวประเพณีประเทศไทย ครั้งที่ 21

วันที่ 19 - 20 กันยายน 2552

ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การแข่งเรือนานาชาติและเรือยาวประเพณีประเทศไทยครั้งที่ 21 นี้ ททท. ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธา ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์การแข่งเรือยาวประเพณีของไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์และมรดกมายาวนาน ซึ่งในทุกๆปีจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ 

ในการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
- เรือนานาชาติ 
  (22ฝีพาย) โดยในปีนี้มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันรวม 14 ทีม จาก 9 ประเทศ 
  ได้แก่จีน พม่า มาเลย์เซีย สิงคโปร์ ฟิลิปินส์ ออสเตรเลีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทยร่วมส่ง 3 ทีม
- เรือยาวประเพณี 
   เรือยาวใหญ่ 55 ฝีพาย คัดเลือกทีมเรือจากทั่วประเทศ 12 ทีม 
   แข่งชิงถ้วพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
   เรือยาวเล็ก 30 ฝีพาย คัดเลือทีมดีกรีแชมป์จากสนามต่างๆทั้งหมด 16 ทีม 
   แข่งชิงถ้วพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
โดยวันที่ 19 - 20 กันยายน 2552 จะมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแข่งขัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 16.30 น. ทางเว็บไซต์
www.tourismthailand.org ส่วนรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 20 กันยายน 2552 จะถ่ายทอดสด ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

กิจกรรม
- ชมฟรี…สนุกกับการเชียร์ในสนามทุกวัน และ ถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมตลอดรายการที่ 
www.tourismthailand.org
- แข่งขันเรือยาวนานาชาติ (เรือหงส์ 22 ฝีพาย) จากทีมเรือประเทศต่างๆ 9 ประเทศ
- แข่งขันเรือยาวประเพณีไทย (ประเภท 30 และ 55 ฝีพาย) พบกับสุดยอดฝีพายทีมเรือทั่วประเทศ ภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้
- ท่องเที่ยวศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ และเลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกมากมาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672
กองสร้างสรรค์กิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม ททท.
โทร. 02 250 5500  ต่อ 3475 - 77

จัดโดย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ และสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย

โดย ทั่วไปแล้วจะได้ยินผู้คนคุยกันว่าฤดูการท่องเที่ยวมาถึงแล้วก็ตอนช่วงปลาย ฤดูฝนต่อกับช่วงต้นของฤดูหนาวนั่นแหละแต่คุณพ่อบ้านและลูกสาวของฉันรอให้ถึง เวลานั้นไม่ไหว ส่วนฉันเอง”แม่น้องลักษณ์”เป็นคนขี้กลัวคนหนึ่งก็ว่าได้มักกลัวไปว่าถ้าไป เที่ยวช่วงหน้าฝนเดี๋ยวฝนตกจะไม่สะดวกบ้างล่ะ กลัวลูกจะถูกฝนไม่สบายบ้างล่ะ แต่แล้วก็ทนการชักชวนของคุณพ่อบ้านและลูกสาวไม่ไหว พวกเค้าอยากออกไปกางเต็นท์ที่ต่างจังหวัดแล้วล่ะ พวกเราคิดว่าการนอนเต็นท์ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างมาก ได้นอนบนดินถึงแม้จะมีผ้ารองเต็นท์ และพื้นเต็นท์รองนอนแต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ได้รับเพิ่มจากพื้นดิน ทั้งที่ฉันเองก็ต้องทำใจว่าการไปกางเต็นท์ในช่วงฤดูฝนนี้ต้องเสี่ยงกับการ ที่ฝนจะตกได้ทุกเมื่อ ฉันเตรียมซื้ออาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารกระป๋องพวกแกงเขียวหวาน กุนเชียง ขนมปัง ไข่ไก่ ไส้กรอก และอุปกรณ์การทำอาหาร คุณพ่อบ้านเตรียมอุปกรณ์การกางเต็นท์ ส่วนแม่ลูกสาวก็ตื่นเต้นดีใจรีบทำการบ้านตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เช้าวันเสาร์เรากินข้าวกันที่บ้าน และออกเดินทางกันตอนสาย ขับรถกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนแวะกินอาหารกลางวันกันที่ดอนหอยหลอด ซึ่งฝนก็เริ่มตั้งเค้าครึมมาแต่ไกล ออกจากดอนหอยหลอดมาก็บ่ายฝนเริ่มโปรยปรายมาตามคาด ฉันรู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไรกับการไปเที่ยวตอนหน้าฝนนี้จึงบ่นไปเกือบตลอด ทาง แต่คุณพ่อบ้านยังคงมุ่งมั่นมากบอกว่าเดี๋ยวฝนก็หยุด อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน เรามุ่งหน้าไปยังจังหวัดเพชรบุรีแวะชมพระรามราชนิเวศน์ และต่อจากนั้นขับรถมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก่อนเข้าอุทยาน เราแวะตลาดข้างทางซื้อไก่ย่าง และผลไม้ ไว้เป็นเสบียงมื้อเย็น และแล้วพวกเราก็มาถึงลานกางเต็นท์ซึ่งไม่มีฝนเลย พ่อแม่ลูกช่วยกันขนของลงจากหลังรถ นั่งพักสักครู่ แล้วก็ชวนกันกางเต็นท์ อากาศวันนี้ทั้งวันจนบ่ายคล้อยยังไม่เห็นแสงแดดเลย สบายๆ แต่แฉะหน่อย มีผู้คนมากางเต็นท์พอสมควรไม่ถึงกับหนาตามาก ได้เวลาอาหารเย็น ฉันหุงข้าวสวย ทอดกุนเชียง อุ่นไก่ย่างและเตรียมผลไม้ กินกันอิ่มอร่อยไปตามอัตภาพ กินเสร็จ พากันไปล้างจาน อาบน้ำ มานั่งมองท้องฟ้าที่เริ่มโพล้เพล้เปลี่ยนสีไปตามเวลา ส่วนข้างๆ เต็นท์ย่าง Seafood ส่งกลิ่นหอมลอยมา มีเสียงพูดคุย ร้องเพลงเบาๆ แต่ไม่มีใครส่งเสียงดังรบกวนกัน ส่วนครอบครัวเราก็นั่งคุยกันและเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะความเป็นธรรมชาติไม่มีแสง สี เสียงอะไรให้ตื่นตามากมายนัก จึงรู้สึกสงบและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากที่หลับไปต่อมาประมาณตีสามทามกลางความเงียบสงัด ได้ยินเสียงฝนตกกระทบหลังคาเต็นท์ จนต้องตื่นมานอนฟังและเคลิ้มหลับต่อไป

รุ่ง เช้าเราตื่นกันแต่เช้าล้างหน้าแปรงฟัน ขับรถตามๆ กันเพื่อขึ้นไปดูทะเลหมอกบนเขาพะเนินทุ่ง ระหว่างทางมีจุดให้นักท่องเที่ยวพักกางเต็นท์ค้างคืนได้ เป็นระยะๆ เราขึ้นไปถึงหมอกเริ่มจางไปพอควรแต่ก็พอได้เห็นว่าที่เค้าเรียก ทะเลหมอกเป็นอย่างไรและที่นี่มีทะเลหมอกให้ได้ชมตลอดปีอีกด้วย จากนั้นพวกเราเดินทางกลับลงมาระหว่างทางได้เห็นผีเสื้อสีสันสวยงามบินโอดโฉม ให้ผู้ผ่านไปมาได้ชมซึ่งเป็นความงดงามของธรรมชาติหลังฝนตก แล้วเราก็กินอาหารเช้า ที่ลานกางเต็นท์ มีขนมปังไข่ดาว ไส้กรอกทอด ดื่มด่ำกับธรรมชาติสักครู่แล้วก็เก็บเต็นท์ เตรียมตัวเดินทางกลับ การเดินทางครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้ว่าการท่องเที่ยวในฤดูฝนก็ได้บรรยากาศที่ ชุ่มฉ่ำสดชื่นไปอีกแบบหนึ่ง นี่แหละเที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน

ใน บางครั้งที่เราอยากเที่ยวเพื่อพักผ่อน หรือเพื่อการพจญภัยต่างๆ  อาจไม่ต้องถึงกับไปเที่ยวเมืองนอก เสียอย่างเดียว  เพราะธรรมชาติในบ้านเราอย่างเมืองไทยก็มีสถานที่เที่ยวที่สวยงาม มหัศจรรย์ไว้อยู่มากมาย  อาทิเช่น น้ำตก ทะเล ป่าเขา  และวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของน้ำตกที่ได้ชื่อว่าเป็น “10 สุดยอดน้ำตกเมืองสยาม”

1.น้ำตกทีลอซู  จังหวัดตาก..

อยู่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง  มีต้นกำเนิดจากห้วยกล้อท้อ  ซึ่งเป็นลำน้ำขนาดใหญ่และมีปริมาณน้ำมากมายมหาศาล  สภาพป่ารอบข้างเขียวขจี  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าตะวันตกอย่างน่ามหัศจรรย์  ด้วยระยะทางและสภาพเส้นทางที่ยากลำบาก  จึงท้าทายให้ผู้คนเข้าไปสัมผัสอย่างมากมาย


2.น้ำตกแม่ยะ  จังหวัดเชียงใหม่

เป็น น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่  หน้าผาสูงชันราว 280 เมตร  น้ำตกกระทบโขดหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่านน้ำแล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งเบื้องล่าง  น้ำใสเหมาะแก่การเล่นน้ำ และการพักผ่อน  น้ำตกแม่ยะมีต้นกำเนิดไหลมาจากยอดดอยอินทนนท์  ซึ่งนอกจากจะชมน้ำตกแม่ยะแล้วยังสามารถเที่ยวชมความงามของน้ำตกอื่นๆได้อีก เช่น น้ำตกแม่กลาง   น้ำตกวชิรธาร  น้ำตกสิริภูมิ  เป็นต้น

3.น้ำตกแม่สุริน  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เป็น น้ำตกชั้นเดียวที่ยิ่งใหญ่และงดงามไม่น้อยกว่าที่ใด 

  • Comments Off

หลังจากที่กลับจากเที่ยวแพทะเลใน 500ไร่ เขื่อนเชี่ยวหลานแล้ว เราก็ขับรถมาพักต่อที่ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท มาถึงก็ประมาณบ่ายๆ ก็พักผ่อนกันตามสบาย เป็นรีสอร์ทที่ถือว่า มีวิวที่สวยงามมาก

ช่วงบ่ายก็ไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารของรีสอร์ท ซึ่งสิ่งที่น่าชมเชยคือ การบริการเค้าดีมากๆ แถมอาหารอร่อยมากๆด้วยเช่นกัน

พอ ทานอาหารกลางวันไปล่องเรือแคนูต่อ ชมวิวรอบเขา โดยมีคนพายให้นะ ถ้าพายเองคงกลับมารีสอร์ทไม่ถูกแน่ๆ55+ ระยะทางก็ประมาณ 5 กม.ได้นะใช่เวลาประมาณ 45-60 นาที บรรยากาศดีมากๆ แต่แดดอาจจะร้อนไปซักนิด ระหว่างทางที่นั่งเรือไปก็มีให้แวะเล่นน้ำได้

หลังจากล่องเรือแคนูเสร็จ เค้าก็พาไปไหว้พระ และให้อาหารปลาที่วัดถ้ำ ปลาเยอะมากๆ

ประมาณ ทุ่มครึ่งก็มาทานข้าวเย็นกันต่อ มื้อขอบอกอิ่มเอมอย่างมาก อาหารอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะแกงส้มนี่ แซ๊บ แซ่บ แต่ทีชอบมากๆ ที่ต้องกินทุกมื้อ ไม่พ้นผัดใบเหลียง

หลังจากก็มาว่ายน้ำเล่นที่สระกลางรีสอร์ท เป็นสระกลมสวย บรรยากาศดีมากเลย…

ขับน้องเมี้ยวตะลุยเกาะช้าง


มีคนเขาเคยบอกเราว่า “ถ้าไปเที่ยวเกาะ อย่าไปหน้าฝนนะ มันอันตราย” เราก็เชื่อมาตลอด เพราะกลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด ไหนจะกลัวพายุเข้า กลัวเปียก กลัวเป็นหวัด โอ๊ย! จิปาถะ

แต่ใครจะเชื่อว่า เราจะได้ไปเที่ยว “เกาะช้างในหน้าฝน” กันหล่ะ

เหตุผลที่ได้ไปนะหรอω ก็พอดีคุณชายตัวดีได้ไปอบรมที่จันทบุรี 2 วัน ก็เลยคิดกันว่า ไหนๆ ก็ถึงจันทบุรีแล้ว อีกนิดนึงก็ถึงเกาะช้างแล้วนี่ ไปเกาะช้างมันซะเลยดีกว่า จะช้าอยู่ใย สองคนตายายก็เลยเตรียมเก็บกระเป๋า และเอาน้องเมี้ยว (ชื่อเล่นของรถมอเตอร์ไซค์ YAMAHA Mio รถคู่ใจเราเอง)เข้าศูนย์ตรวจความสมบูรณ์ก่อน พอพร้อมแล้วก็เดินทางได้….Let’s go….

วัน ที่ไปฟ้าฝนเป็นใจ ฝนไม่ตกเลย (ค่อยยังชั่วหน่อย) แต่อย่าคิดว่าเราจะไม่เจอฝนนะ พอเข้าเกาะเท่านั้นแหละ ฝนมาเลยครับ แต่ก็ถือว่าโชคดีนะที่ตกไม่แรง ซิ่งน้องเมี้ยวท่ามกลางฝนที่ตกปรอยๆ ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง

อันดับ แรกที่ข้ามเกาะมาแล้วต้องทำก็คือ…. เติมน้ำมันก่อน ให้น้องเมี้ยวพร้อมกับการตะลุยเกาะช้างซะก่อน ขอบอกว่า ทริปนี้เป็นอะไรที่คุ้มมาก เพราะเกาะช้างเป็นที่เที่ยวที่มีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะมากมาย และสนอง need ของคนได้หลายกลุ่ม ถ้าคนชอบเที่ยวดูแสงสีตอนกลางคืนก็มีทั้งบาร์ ผับ ถ้าคนชอบเล่นน้ำดำน้ำก็มีหาดสวยๆ แถมมีแหล่งปะการังน้ำตื้นให้ดำด้วย สำหรับเราที่ชอบเดินป่าก็มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีน้ำตกให้เล่น มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น อนุสรณ์สถานยุทธนาวี ด้วย นับว่าเกาะเดียวเด็กไฮเปอร์อย่างเราเที่ยวได้ทุกสไตล์เลย (อยากไปเที่ยวแล้วหล่ะสิ)

ที่ สำคัญการเที่ยวเกาะช้างในหน้าฝนทริปนี้ทำให้เราประหยัดไปได้เยอะเลย เพราะว่ามันเป็นหน้า โลซีซั่น นั่นก็หมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถูกกว่าหน้า ไฮซีซั่นกว่าเท่าตัว (เห็นข้อดีของการเที่ยวหน้าฝนหรือยังหล่ะ) โดยเฉพาะค่าห้องที่เราพักนะจาก 1,500 เหลือ 800 เอง

แต่ ที่ประทับใจสุดๆ ก็คือ น้ำฝนที่ตกมาหนักก่อนหน้าทำให้ถนนพังครับ ปรากฏว่า ทางที่จะไปอนุสรณ์สถานยุทธนาวี ถนนนอกจากชัน คดเคี้ยวแล้วก็ยังเละสุดยอดเลยครับ นึกว่าน้องเมี้ยวจะไปไม่รอดแล้ว แต่สุดท้ายเราก็รอดมาถึงอนุสรณ์สถานจนได้ แถมได้พบหาดที่เราคิดว่า สุดยอดที่สุดของเกาะเลย เพราะทะเลสวย ใส เงียบจนแอบนึกว่าเราอยู่ที่เสม็ดใช่มั้ยเนี่ย เสียดายที่เช็กอินโรงแรมไปแล้ว ไม่งั้นคงจะได้นอนกันที่นี่แน่ ๆ

วัน สุดท้ายก่อนจะกลับก็ต้องไปทัวร์อีกรอบ แต่รอบนี้เย็นฉ่ำมาก เพราะฝนตกตลอด จนคนอื่นเขามองว่า เด็กไฮเปอร์สองตัวนี้ มันไม่กลัวฝนเลยใช่มั้ย ขี่รถตะลอนๆตากฝนอยู่ได้ ทำไงได้ช่วงนั้นยึดคติ “อยู่ใต้ฟ้า ใยต้องกลัวฝน” นี่นา ก็เลยทำให้เราได้พบกับประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ประทับใจสุด สุด อย่างไม่คิดว่าจะได้เจอกับการเที่ยวเกาะช้างในหน้าฝน

ทะเลหมอก….ภูชี้ฟ้า

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1397-attachment.jpg

ป็นแหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงราย อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง  ยอด ภูชี้ฟ้า อยู่บนเทือกเขาสุดเขตชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับชายแดนประเทศลาว ห่างจากอำเภอเทิงประมาณ 35 กิโลเมตร  ภูชี้ฟ้า มีลักษณะเป็นหน้าผามีปลายยอดแหลมชี้เข้าไปยังฝั่งประเทศลาว  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๑,๖๒๘ เมตร บนยอด ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิว และจุดชมทะเลหมอกที่สวยงาม ในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก เป็นความสวยงามที่นักท่องเที่ยวพากันไปรอชมตั้งแต่ยังไม่สว่าง บริเวณไหล่เขาของ ภูชี้ฟ้า เป็นทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งโคลงเคลงที่มีดอกสวยงามในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว  บริเวณที่ราบไหล่เขาของถนนสาย ภูชี้ฟ้า เป็นที่ตั้งของรีสอร์ทและบ้านพักหลายรายเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ ขึ้นไปเที่ยวและพักค้างแรมในบรรยากาศที่หนาวเย็น  ปัจจุบันนี้ ภูชี้ฟ้า อยู่ในความดูแลของวนอุทยานภูชี้ฟ้า บริเวณริมถนนขึ้น ภูชี้ฟ้า มีที่ราบที่จัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้กางเต็นท์พักแรมด้วย  ภูชี้ฟ้า เป็นดอยเดียวที่ชื่อว่าภู จริงแล้วจะต้องชื่อว่าดอยชี้ฟ้าตามคำเรียกของทางเหนือ แต่ว่า ภูชี้ฟ้า เป็นชื่อที่คนต่างถิ่นไปตั้งชื่อ จึงเรียกว่าภู


http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1398-attachment.jpghttp://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1399-attachment.jpg

ภูชี้ฟ้า ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่เหมือนกับดอยแม่สลอง ดอยอ่างขาง  หรือดอยอินทนนท์ ในสมัยก่อนพื้นที่ของ ภูชี้ฟ้า เป็นแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  มีการต่อสู้ทางอาวุธและแนวความคิดที่รุนแรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย  ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายไป  เริ่มมีผู้คนเดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่  และแล้วชื่อเสียงของ ภูชี้ฟ้า ก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1400-attachment.jpg

เนื่อง จากเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือลักษณะภูเขาที่ชี้ไป บนฟ้า  บางคนมองเห็นเป็นรูปภูตูดไก่บรรยากาศของ ภูชี้ฟ้า ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนภูและดอยอื่นๆ มีหมู่บ้านชาวเขา  บริเวณตีน ภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พักขนาดเล็กๆหลายแห่งให้เลือกใช้บริการ  ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้างและที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีน ภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง  หากมาเยือน ภูชี้ฟ้า ในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่  ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย  จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม - สาว

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1403-attachment.jpghttp://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1404-attachment.jpg
เที่ยว ภูชี้ฟ้า ต้องขยันหน่อยเพราะจะเด่นสุดก็คือ  การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ ภูชี้ฟ้า ที่พักต่างๆจะอยู่เชิงภู ประมาณตีห้าจะต้องตื่นขึ้นแต่งกายให้อบอุ่นถือไฟฉายคนละกระบอก  จากนั้นรถของที่พักแต่ละแห่งจะไปส่งขึ้น ภูชี้ฟ้า  แต่ไปไม่ถึงยอดต้องเดินเท้าบ้างเล็กน้อยทางขึ้นที่นิยมมี 2 ทาง เดินเท้าประมาณเกือบกิโลเมตร  ก่อนถึงยอด ภูชี้ฟ้า สัก 200 เมตร จะมีไหล่ทางลงไปเล็กน้อย  หากใจเย็นนั่งรอที่นี่จะค่อยๆเห็นพระอาทิตย์ขึ้นฉายแสงสว่างอาบ ภูชี้ฟ้า  เป็นภาพที่งดงามมาก  เบื้องล่างอบอวลไปด้วยทะเลหมอก  หากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้วยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว  ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์ด้วย  ใช่ว่า ภูชี้ฟ้า จะสวยช่วงเช้าเท่านั้นในเวลากลางวันหรือเย็นยังสามารถชมทิวทัศน์ ภูชี้ฟ้า ได้สวยงามเช่นกัน  หากมาเที่ยว ภูชี้ฟ้า ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม  เส้นทางขึ้น ภูชี้ฟ้า จากหน่วยจัดการต้นน้ำหลาวขึ้น ภูชี้ฟ้า จะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามมาก

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1405-attachment.jpg http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1407-attachment.jpg

ดอยผาตั้ง อยู่ ห่างจาก ภูชี้ฟ้า ไปประมาณ 24 กิโลเมตร  ในเขตบ้านผาตั้ง  อำเภอเวียงแก่น  เมื่อชมทะเลหมอกยามเช้าที่ ภูชี้ฟ้า แล้ว  ช่วงบ่ายจึงเหมาะที่จะไปเที่ยว ดอยผาตั้ง   สิ่งที่น่าดูของ ดอยผาตั้ง คือทิวทัศน์ที่มองเห็นแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว  ทิวทัศน์สุดสายตากับป่าเขียวๆ บริเวณทางขึ้นสู่ผาตั้งยังมีผาบ่องลักษณะเป็นช่องหินขนาดใหญ่  ขนาดคนเดินผ่านได้  มองเห็นทิวทัศน์ของลาวได้สวยงามเช่นกัน  และบนสันเขาของ ดอยผาตั้ง  ยังมีช่องเขาขาดลักษณะเป็นช่องเขาที่ขาดจากกัน  ในฤดูหนาวเชิง ดอยผาตั้ง ยังสวยงามด้วยต้นซากุระบานสะพรั่งสวยงาม
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1418-attachment.jpg

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่วนอุทยานเป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร จุดสูงสุดคือ บริเวณจุดชมวิว มีความลาดชันเฉลี่ยทั่วพื้นที่ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1416-attachment.jpg

ลักษณะภูมิอากาศ
อากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
เป็นป่าดิบเขา ยกเว้นบนยอด ภูชี้ฟ้า เป็นทุ่งหญ้าประมาณ 300 ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เสี้ยวดอกขาว ก่อเดือย ก่อก้างด้าง ก่อแดง ก่อน้ำ ก่อแป้น ก่อสีเสียด อบเชย กำยาน หว้า เหมือด สารภี จำปาป่า จำปีป่า พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ เอื้องดิน หญ้าคา หญ้าแฝก หญ้าหางหนู หญ้าสามคน หญ้าไม้กวาด หญ้าเลา มอส เฟิร์นชนิดต่าง ๆ
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่พบเห็นได้แก่ เก้ง กระจง หมูป่า อีเห็น ชะมด เสือไฟ เสือ ปลา แมวป่า หมูหริ่ง บ่าง เม่น พังพอน ค้างคาว กระต่ายป่า
นกที่พบเห็นได้แก่ นกเขา เหยี่ยว นกกระสา นกอินทรี นกฮูก นกปรอด นกแขวก นกเค้าแมว นกแสก นกกระปูด นกเอี้ยง นกกางเขน นกขมิ้น นกกระทาดง นกกวัก นกกิ้งโครง นกขุนทอง นกแซว นกนางแอ่น นกยูง นกตะขาบ นกหัวขวาน นกดุเหว่า ไก่ป่า ไก่ฟ้า    สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่พบเห็นได้แก่ เต่า กบ เขียด
สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นได้แก่ งูชนิดต่าง ๆ ตะกวด ลิ่น ตุ๊กแกป่า กิ้งก่าบิน

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1417-attachment.jpg

แหล่งท่องเที่ยว
ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น สูงจากระดับน้ำทะเล 1,628 เมตร ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีหน้าผาสูงชัน เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ในฤดูหนาวจะมีทิวทัศน์สวยงามเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาค้างแรมบริเวณบ้านร่มฟ้าทองทางห่างจากจุดชมวิว ประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วจะเดินขึ้น ภูชี้ฟ้า เพื่อไปชมวิวตอนเช้ามืด ระหว่างทางจะพบแปลงปลูกป่านางพญาเสือ ออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม (เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์) และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเสี้ยวดอกขาวรอบ ภูชี้ฟ้า จะออกดอกบานเต็มเชิงเขา

การเดินทาง

รถยนต์ ภูชี้ฟ้า อยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยัง ภูชี้ฟ้า ได้ตามแนวเส้นทางดังนี้
1.จากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเรียนภูซางวิทยาคม บ้านสบบงและสามแยกบ้านม่วงชุมแล้วเดินทางต่อไป ก็จะถึง ภูชี้ฟ้า
2.ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านน้ำตกภูซาง ด่านบ้านฮวก ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ผ่านจุดท่องเที่ยวได้แก่ น้ำตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภูซาง) และศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ทดลองและส่งเสริมปลูกไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่
จาก ภูชี้ฟ้า สามารถเดินทางไปยัง ดอยผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยอยู่ห่างออกไปตามเส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093 เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร และจาก ดอยผาตั้ง ยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1402-attachment.gif

บ้านพัก-บริการ
บน อุทยานภูชี้ฟ้า ไม่มีบ้านพักหรือค่ายพักแรมบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะไปพักแรม โปรดนำเต็นท์ไปกางเอง โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา ส่วนเรื่องอาหารต้องจัดเตรียมไปเอง แล้วไปติดต่อขออนุญาตใช้สถานที่กับเจ้าหน้าที่ที่หัวหน้า วนอุทยานภูชี้ฟ้า โดยตรง รายละเอียดสอบถามได้ที่สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย โทร. (053) -714914 หรือฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 0-25614292 -3 ต่อ 719

สถานที่ติดต่อ
วนอุทยานภูชี้ฟ้า สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

เราคนนึงที่ชอบซื้ออ้อยจากคนเร่จูงช้าง เพื่อให้ช้างกิน
ด้วยใจคิดว่าเป็นคนเลี้ยงช้างจากบ้านนอกจริงๆ ก็สงสารเค้า
ตอนให้ก็รู้สึกว่าอ้อยที่หยิบมามันเก่าๆ ลื่นๆชอบกล

แล้วมาอ่านเจอบทความนี้จากเวป 108 เชียงใหม่
อ่านแล้วสงสารช้างมากค่ะ สงสัยไอ้คนใจบาปมันทำอย่างนี้กันทั้งประเทศ

ขออนุญาตเจ้าของบทความมาลงนะคะ

วันนี้เห็นอีกแล้ว … ภาพควาญช้างพาช้างเดินร่อนเร่ข้างถนน
ถึงจะเห็นเป็นประจำจนเจนตา แต่ก็ใช่ว่าจะทำใจให้ชาชินได้

ครั้งนี้แย่ยิ่งกว่า ตรงที่ช้างที่เห็นยังเป็นลูกช้างอยู่เลย
สูงเท่าอกควาญช้างเอง.. แต่ขาลูกช้างเล็กมาก ไม่สมส่วน
สงสารเท้าบางๆ ต้องมาเดินบนคอนกรีตร้อนๆ
ถามควาญ ควาญบอกไม่ต้องห่วง เท้าช้างมันหนา
เราว่าไม่หนาเท่าหน้าควาญหรอกมั้ง
( อันนี้คิดในใจ กลัวควาญสั่งให้ช้างเหยียบหน้าเรา)

กล้วย อ้อย ที่คนซื้อจากควาญ…เพื่อให้ควาญเอาให้ช้างกินอีกทีเนี่ย..
เป็นตลกร้ายมากๆ แต่ตลกที่ขำไม่ออก เหมือนควาญจับช้างตัวเองเป็นตัวประกัน
ให้อดน้ำอดอาหาร แล้วรอให้คนอื่นเอาเงินมาไถ่ช้างของตัวเอง
แล้วควาญ ก็จะเอาเงินมาเลี้ยงตัวควาญเองเป็นส่วนมาก (และเลี้ยงช้างอีกเป็นส่วนน้อย)
สรุป ….เราไม่ได้ซื้ออาหารเลี้ยงช้าง แต่จ่ายเงินเลี้ยงควาญมากกว่า

เมื่อก่อนเราก็เป็นหนึ่งในคนขี้สงสาร อดไม่ได้ต้องซื้อกล้วยซื้ออ้อยให้ช้าง
ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง

แต่จากประสบการณ์ตรง “เ ห็ น ม า กั บ ต า”
คืนนั้นประมาณสี่ทุ่ม เรากับเพื่อนกลุ่มนึง ออกมาจากร้านอาหารที่กินเลี้ยงกัน

เจอช้างเช่นเดิม (สงสัยดวงสมพงษ์)
เราก็ทำอย่างเดิม (ซื้ออ้อยให้ช้าง)
แต่พอดีวันนี้มีเวลาเยอะ ประกอบกับมีที่นั่งแถวนั้น
เลยนั่งคุยกับเพื่อนไป ดูช้างไป

เริ่มเอะใจ
เฮ้ย… ทำไมช้างไม่เคี้ยวอ้อยหว่า ?
( เวลาไปปางช้าง เคยสังเกตว่าช้างจะเอาอ้อยเข้าปาก แล้วเคี้ยวหยับๆอยู่แป๊บนึง)
หรือว่าให้น้อยไป ช้างกลืนลงคอไปแล้ว จะรู้รสไหมนั่น ?
ไม่ได้การ เลยซื้อเพิ่ม สงสารช้าง ท่าจะหิว มันดึกแล้วคงไม่มีใครมาอุดหนุนแล้วล่ะ
คราวนี้เราจ้องซะตาเหลือก
อ้าว.. ยังไม่เคี้ยวอีกแฮะ อมไว้รึป่าวเนี่ย ?

สักพักควาญเห็นว่าเรามองมากๆ เลยจูงช้างเดินเลี่ยงไป (อย่างเร็ว)
เรากับเพื่อนอีก 3-4 คน ก็ทำเป็นออกเดินมั่ง ทำเดินเม๊าท์แตกโดยบังเอิญไปทางเดียวกัน
( แต่จริงๆคือจะเดินตามไปดู)
คราวนี้ควาญออกอาการ เอาขอเกี่ยวหูให้ช้างวิ่งเลย เราก็เฮ้ย ทำไมน่ะ ?
ควาญวิ่งพาช้างข้ามถนนไปอีกฝั่ง แล้วงุดๆไปหลบอยู่ตรงมุมมืดๆ เรามองไม่ค่อยเห็นแล้ว เราไม่กล้าตามแล้วด้วย

โชคดีที่ตรงนั้น เพื่อนเราอีกคนออกมาจาก 7/11 ตรงหัวมุมแถวนั้นพอดี
( ลืมไปเลยว่า เพื่อนอีกคนออกมาก่อน มันบอกจะเดินไปซื้อของที่ 7/11 ฝั่งตรงข้าม)
เพื่อนคนนี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ช่วงที่เราเจอช้าง ควาญช้างก็ไม่รู้ว่าคนนี้เพื่อนเรา

เราโทรมือถือไปบอกเพื่อนเรา บอกว่า “เฮ้ย อย่าเพิ่งพูดอะไรนะ ช่วยดูช้างกับควาญให้ที”
แล้วเราก็เล่าเหตุการณ์คร่าวๆให้ฟัง ก่อนวางหู
เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชาย มันเลยกล้าเดินไปยืนแถวๆควาญช้างตรงมุมมืดๆ
เพื่อนแกล้งทำท่าเหมือนหลบคนเยอะๆมาคุยโทรศัพท์
แต่จริงๆไม่ได้กดโทรออก
ส่วนเราเดินกลับมารอฟังข่าวที่เดิม

สักพักเพื่อนคนนี้ เดินข้ามฝั่งกลับมา บอกว่า

” ควาญเอาขอเกี่ยวหูช้างอย่างแรง ตอนแรกช้างไม่ทำอะไร
ตอนหลังควาญเลยเอาขอเกี่ยว ฟาดเข้าหลังหูเลย ด้านคมๆนั่นแหล่ะ ช้างท่าจะเจ็บมาก มันร้องในลำคอ
แล้วคายอ้อยออกมา”

” อารายนะ!!!!!!” เราตกใจ
” ช้างคายอ้อยออกมา …ออกมาเป็นมัดๆเลย สงสัยอ้อยที่เธอซื้อให้นั่นแหล่ะ ” เพื่อนย้ำอีกที

เรางี้ฟังแล้วแทบร้องไห้
ควาญสอนช้างให้อมอ้อย จะได้ให้ช้างคายอ้อยในที่ลับตา แล้วเอาอ้อยกลับมาล้างเพื่อขายใหม่ได้เรื่อยๆ
โดยที่ช้างไม่ได้กินอะไรเลย!!!!

คิดดูช้างเดินบนพื้นคอนกรีตแข็งๆเป็นกิโลๆ ยิ่งน้ำหนักตัวกดทับเยอะ ก็ยิ่งระบม แล้วยังต้องมาอดอาหารอีก
นึกภาพมันอมอ้อยไว้ในปาก คงทั้งหวานทั้งน่ากิน แต่ช้างก็ไม่กล้ากิน เพราะถูกสอนมา
ตอนถูกสั่งให้คายครั้งแรก มันคงทำใจคายไม่ได้ คงหิวมาก
ต้องให้ควาญฟาดตะขอจิกเข้าไป มันเจ็บจนต้องคายออกมา
ยิ่งเราซื้ออาหารให้ช้างมากเท่าไหร่ ช้างก็ยิ่งโดนทำร้ายแบบนี้มากเท่านั้น…

ขอประณามควาญช้างที่ทำแบบนี้
คุณไม่ควรทำกับช้างผู้มีพระคุณกับคุณ
คุณอาศัยความสงสารของคนมาเลี้ยงตัวเองยังไม่พอ
คุณยังทำร้ายช้างด้วย นี่ไม่น่าอภัยให้ยิ่งกว่า

เราไม่รู้นะว่าควาญช้างกี่คนที่สอนช้างให้ทำแบบนี้ได้ เราได้แต่หวังให้มีคนนี้คนเดียว
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเบื้องหลังเค้าทำแบบนี้กันหมด ?
……
……

มันน่าเศร้าเกินไป เดี๋ยวนี้เราซื้ออาหารให้ช้างไม่ลงอีกเลย

Most Popular

  • None found

Recent Comments

  • None found